ล็อกอิน

มุตอะฮฺ (หรือการสมรสชั่วคราว) ในความเชื่อของรอฟิเฎาะฮฺนั้นมีความประเสริฐยิ่ง – ขออัลลอฮฺทรงให้เรารอดพ้นจากความเชื่อนี้ – ในหนังสือ มันฮัญ อัศศอดิกีน โดย ฟัตหุลลอฮฺ อัล กาชานีย์  ได้รายงานจาก อัศศอดิก ว่า : “มุตอะฮฺนั้นเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฉันและศาสนาของบรรพบุรุษของฉัน ผู้ใดที่ปฏิบัติมัน ย่อมแสดงว่าเขาได้ยึดถือศาสนาของเรา ผู้ใดที่ปฏิเสธมัน ผู้นั้นก็คือผู้ปฏิเสธศาสนาของเรา หนำซ้ำผู้นั้นคือผู้ที่ปฎิบัติตามศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาเรา บุตรที่ได้จากการมุตอะฮฺ(คือที่ได้จากภรรยาชั่วคราว)ดีกว่าที่ได้จากภรรยาผู้เป็นคู่ชีวิตทั่วไป และผู้ใดที่ปฏิเสธมุตอะฮฺ ย่อมต้องเป็นกาเฟรมุรตัด”  (1)
 
อัล กุมมีย์ ในหนังสือ มัน ลา ยะห์ฏูรฮุ อัลฟะกีฮ  ได้รายงานจาก อับดุลลอฮฺ บิน สินาน จากอบู อับดิลลาฮฺ ว่า :  แท้จริง อัลลอฮตะอาลาได้ทรงบัญญัติห้ามต่อบรรดาชีอะฮฺซึ่งของมึนเมาทุกชนิดจากและได้ทดแทนมันด้วยการอนุมัติมุตอะฮฺ  (2)
 
ในหนังสือ ตัฟซีร มันฮัญ อัศศอดิกีน โดย มุลลา   ฟัตหุลลอฮฺ อัลกาชานีย์ รายงานว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺหนึ่งครั้ง เขาจะได้รับการปลดปล่อยจากไฟนรกหนึ่งส่วนสามของตัวเขา ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺสองครั้งเขาจะรับการปลดปล่อยจากไฟนรกสองส่วนสาม และผู้ใดทำการมุตอะฮฺสามครั้งเขาจะได้รับการปลดปล่อยจากไฟนรกตัวเขาทั้งหมด”
 
จากอ้างอิงเดียวกัน “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺหนึ่งครั้งเขาจะปลอดภัยจากการโกรธกริ้วของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺสองครั้งเขาจะได้บังเกิดและอยู่ร่วมกับบรรดาคนดีในวันกิยามะหฺ และผู้ใดที่ทำมุตอะฮฺสามครั้งเขาจะมาร่วมอยู่กับฉันในสวนสวรรค์”
 
รายงานจากอ้างอิงดังกล่าวอีกเช่นกัน “ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺหนึ่งครั้ง ตำแหน่งของเขาเสมือนกับฮุเซน ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺสองครั้งตำแหน่งของเขาเสมือนกับหะสัน ผู้ใดที่ทำการมุตอะฮฺสามครั้ง ตำแหน่งของเขาเสมือนอะลี บิน อบีตอลิบ และผู้ใดทำการมุตอะฮฺสี่ครั้งตำแหน่งของเขาเสมือนกับฉัน” (3)


รอฟิเฎาะฮฺไม่ได้กำหนดจำนวนที่แน่นอนสำหรับกามุตอะฮฺ ในหนังสือ(ฟุรูอฺอัลกาฟีย์),(อัตตะห์ซีบ)และ(อัลอิสติบฺศอร) รายงานจาก ซุรอรอฮฺ กล่าวว่า : ฉันได้ถาม อบี อับดิลลาฮฺ เกี่ยวกับมุตอะฮฺ ว่าเฉพาะสี่คนเท่านั้นหรือ ? ท่านตอบว่า : จงสมรสกับพวกนางได้เป็นพัน เพราะแท้จริงพวกนางคือสตรีที่ถูกจ้าง และรายงานจาก มุหัมมัด บิน มุสลิม จากอบีญะฟัร กล่าวว่า : “มุตอะฮฺไม่ใช่เฉพาะในภรรยาสี่คน เพราะไม่มีการหย่าสำหรับพวกนาง พวกนางไม่ได้รับมรดก แต่พวกนางเป็นพวกที่ถูกว่าจ้าง”  (4)
 
เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร ในขณะที่อัลลอฮฺทรงตรัสว่า :
 
وَالَّذِينَ هُمْ لِفُرُوجِهِمْ حَافِظُونَ (5) إِلَّا عَلَى أَزْوَاجِهِمْ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُمْ فَإِنَّهُمْ غَيْرُ مَلُومِينَ (6) فَمَنِ ابْتَغَى وَرَاءَ ذَلِكَ فَأُولَئِكَ هُمُ الْعَادُونَ (7)
 
ความว่า : [23.5] และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษา  (ไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของ)  ทวารของพวกเขา  [23.6] เว้นแต่แก่บรรดาภรรยาของพวกเขา หรือที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง  (คือทาสี)  ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ  [23.7] ฉะนั้นผู้ใดแสวงหาอื่นจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาก็เป็นผู้ละเมิด    [อัลมุอฺมินูน 23:5-7]


โองการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติต่อสามีนั้นได้แก่ผู้เป็นภรรยาและข้าทาสเท่านั้น ที่เหลือนอกจากนี้ถือเป็นหะรอม และผู้หญิงที่เป็นมุตอะฮฺคือคนที่ถูกจ้างหรือถูกเช่า ดังนั้นนางจึงไม่ใช่ภรรยา ไม่ได้รับมรดกและไม่ถูกหย่า เมื่อเป็นเช่นนี้จึงถือว่านางไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นประเวณี –ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากความชั่วร้ายเหล่านั้น– อามีน


ท่านเชค อับดุลลอฮฺ บิน อัล ญับรีน ได้กล่าวว่า :   พวกรอฟิเฏาะฮฺได้ยกอ้างการมุตอะฮฺด้วยดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า : 


وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ النِّسَاءِ إِلَّا مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُكُمْ كِتَابَ اللَّهِ عَلَيْكُمْ وَأُحِلَّ لَكُمْ مَا وَرَاءَ ذَلِكُمْ أَنْ تَبْتَغُوا بِأَمْوَالِكُمْ مُحْصِنِينَ غَيْرَ مُسَافِحِينَ فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا تَرَاضَيْتُمْ بِهِ مِنْ بَعْدِ الْفَرِيضَةِ
ความว่า : และบรรดาหญิงที่อยู่ในปกครองของสามีนอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง เป็นบัญญัติของอัลลอฮฺที่มีแก่พวกเจ้า และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้นในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า ในฐานะเป็นผู้แต่งงานมิใช่ในฐานะผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่มีกำหนดไว้และไม่เป็นบาปใดๆแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าต่างยินยอมกันในสิ่งนั้น หลังจากที่มีกำหนดนั้นขึ้น  [อันนิสาอฺ 4:24]


คำตอบก็คือ โองการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน(ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺ) ตั้งแต่โองการที่ 19-24 ว่า 


لَا يَحِلُّ لَكُمْ أَنْ تَرِثُوا النِّسَاءَ
ความว่า : ไม่อนุมัติแก่พวกเจ้าการที่พวกเจ้าจะเอาบรรดาหญิงเป็นมรดก...


وَإِنْ أَرَدْتُمُ اسْتِبْدَالَ زَوْجٍ مَكَانَ زَوْجٍ
ความว่า : และหากพวกเจ้าต้องการเปลี่ยนคู่ครองคนหนึ่งแทนที่ของคู่ครองอีกคนหนึ่ง


وَلَا تَنْكِحُوا مَا نَكَحَ آَبَاؤُكُمْ
ความว่า : และจงอย่าแต่งงานกับบรรดาหญิงที่บิดาของพวกเจ้าได้แต่งงานมาแล้ว
حُرِّمَتْ عَلَيْكُمْ أُمَّهَاتُكُمْ
ความว่า : ที่ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้านั้น คือมารดาของพวกเจ้า


หลังที่พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสถึงบรรดาหญิงที่เป็นมะหฺรอมสำหรับผู้ชายโดยเป็นญาติสนิททางสายเลือด(ไม่อนุญาตให้แต่งงานกันได้)อันเนื่องจากอัลลอฮฺได้ทรงตรัสแล้วว่า :
وَأُحِلَّ لَكُمْ مَا وَرَاءَ ذَلِكُمْ
ความว่า : และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้น


นั่นคืออัลลอฮฺได้อนุมัติให้แต่งงานกับผู้หญิงอื่นที่ไม่ได้กล่าวมาในโองการข้างต้น ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าแต่งงานกับพวกนางเพื่อหาความสุขจากนางนั่นคือการสมรสที่ถูกต้อง ก็จงจ่ายสินสอดที่พวกเจ้าต้องจ่ายให้นาง ถ้านางยอมให้พวกเจ้าลดค่าสินสอดด้วยความประสงค์ของพวกนางเองก็ถือว่าไม่ผิด เช่นนี้คือการอธิบายโองการของบรรดาเศาะฮาบะหฺและบรรดาผู้รู้หลังจากพวกเขา  (5)
 
เชค อัตตออิฟะห์ อัล ตูซีย์ ในหนังสือ ตะห์ซีบ อัลอะห์กาม ได้ให้ทัศนะน่ารังเกียจและตำหนิการนิกะห์มุตอะฮฺ ซึ่งเขาได้กล่าวว่า : “หากผู้สตรีนั้นจากครอบครัวที่มีเกียติ แท้จริงการมุตอะฮฺเป็นเรื่องที่ไม่อนุญาตสำหรับเธอ เนื่องจากจะทำให้ครอบครัวของเธอเสียเกียติแล้ว และยังทำให้เธอเป็นที่ดูถูกอีกด้วย  (6)
 
ที่นอกเหนือจากนี้ รอฟิเฎาะฮฺ ยังเห็นว่า การร่วมหลับนอนกับผู้หญิงทางทวารหนักนั้นเป็นสิ่งที่อนุมัติ ในหนังสืออัลอิสติบศอร์  มีบันทึกจาก อะลี บิน อัล หะกัม ว่า :  ฉันได้ฟัง ศอฟวาน เล่าว่า : ฉันได้บอกแก่อัรริฏอว่า มีชายผู้หนึ่งในหมู่ทาสผู้รับใช้ท่านต้องการถามท่านเรื่องหนึ่ง แต่เขากลัวท่านและอายที่จะพูด ดังนั้นจึงวานให้ฉันถามท่านแทน. อัรริฎอ ถามว่า : เรื่องอะไร ? ฉันบอกว่า : ผู้ชายสามารถที่จะเสพทางทวารได้หรือไม่ ? ท่านตอบว่า : แน่นอน เขาสามารถทำเช่นนั้นได้   


*****


(1) มันฮัญ อัศศอดิกีน โดย อัล มุลลา ฟัตหุลลอฮฺ อัล กาชานีย์ หน้า 2/495
(2) มัน ลา ยะห์ฏูรฮุ อัลฟะกีฮ โดย อิบนุ บาบะวัยฮฺ อัล กุมมีย์ หน้า 330(3) 
 
 
(3) ตัฟซีร มันฮัญ อัศศอดิกีน โดย อัล มุลลา ฟัตหุลลอฮฺ อัล กาชานีย์ 2/492-493
(4) ฟุรูอฺ มินัลกาฟีย์ โดย อัลกุลัยนีย์  5/451 และ อัตตะห์ซีบ โดย อัลกาชานีย์ 2 /188
(5) จากคำอธิบายของเชค อับดุลลอฮฺ บิน อัล ญับรีน อนึ่ง หลักฐานที่ห้ามการมุตอะฮฺในหะดีษก็คือ หะดีษที่รายงานโดย อัร รอบีอฺ บิน สบุเราะห์ อัล       ญุฮะนีย์ จากบิดาของท่านว่า :  เคยได้ฟังท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวตอนฉันอยู่กับท่านว่า : (( โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ฉันเคยได้อนุมัติให้พวกท่านได้หาความสุขกับเหล่าสตรี(ด้วยวิธีมุตอะฮฺ) และแท้จริงอัลลอฮฺได้ห้ามการนั้นแล้ว ตั้งแต่บัดนี้จนถึงกิยามัต ดังนั้นผู้ใดที่ยังทำสิ่งนี้อยู่ ก็จงปล่อยพวกนางเสีย และอย่าได้ริบเอาสิ่งที่พวกท่านให้นาง แม้แต่ประการใด )) รายงานโดย มุสลิม หะดีษที่ 1406
(6) ตะห์ซีบ อัลอะห์กาม โดย อัล ตูซีย์ 7/227
(7) อัล อิสติบศอร์  เล่มที่ 3 หน้า 243