23. เป็นที่รู้ว่าท่านอัลฮะซันคือลูกชายท่านอลีและมารดาคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซึ่งชีอะฮฺกล่าวว่าท่านเป็นหนึ่งในชาวกิซาอฺ (กิซาอฺเป็นเครื่องนุ่งห่มชนิดหนึ่งซึ่งท่านนบีได้นำอัลฮะซัน อัลฮุเซน ฟาฏิมะฮฺ และอลีให้เข้าไปในกิซาอฺและอ่านอายะฮฺ
โดยอบู ซุฟยาน
บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮฺ สุบหฯ และขอพระองค์ประทานพระพรและความสันติสุขให้แก่รสูลผู้สูงส่ง คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ตลอดจนครอบครัวของท่านและเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคน
แท้จริง ถ้อยคำที่สัตย์จริงมากที่สุดนั้นได้แก่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และทางนำที่ล้ำเลิศที่สุดได้แก่ทางนำของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ และเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่งได้แก่เรื่องทางศาสนาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ เพราะเรื่องทางศาสนาที่ถูกประดิษฐืขึ้นมาใหม่ทุกๆ อย่างนั้นคือบิดอะฮฺ และทุกๆ บิดอะฮฺนั้นคือความหลงผิด และทุกๆ ความหลงผิดนั้นจะนำไปสู่ไฟนรก
เศาะหาบะฮฺคือใคร นี่คือคำถามที่เราทุกคนจะได้รู้, อินชาอัลลอฮฺ แต่ขอให้เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าพวกเขาคือใคร?
แปลและเรียบเรียงโดย มาลิกี บิน อิบรอฮีม
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในอดีตได้เคยเร่งเร้า(บรรดาผู้ศรัทธาในสมัยนนั้น - ผู้แปล)ด้วยหะดีษสองหะดีษ เพื่อให้พวกเขายึดมั่นต่ออะหฺลุลบัยตฺผู้สูงส่งของท่าน ให้รู้จักสิทธิของพวกเขา เคารพพวกเขา และให้เกียรติต่อพวกเขา ร่อฎิยัลลอฮฺอันฮุม(ขอพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขา) แต่คำถามก็คือว่า ใครคืออะหฺลุลบัยตฺ(สมาชิกในครัวเรือน)ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ?
หะดีษอัซ-ซะกอลัยนฺบอกให้เราทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัวของท่านนบีมุฮัมมัด ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อะหฺลุลบัยตฺนั้นประกอบไปด้วยวงศ์ญาติของท่านนบีและบรรดาภรรยาของท่าน
ในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 33 ส่วนหนึ่งของชาวเมืองกูฟะฮฺที่มีชื่อเสียงได้แก่ อัล-อัชตาร อัน-นะคออีย์ , คุมัยลฺ บิน ซิยาด , อัมรฺ บิน อัล-หามิด อัล-คุซาอีย์ และ เศาะอ์ศอฮฺ บิน เศาฮาน ได้มีการปราศรัยกันต่อหน้าชาวกุรรออ์(กลุ่มที่ 2)และผู้นำในสังคมด้วยการถ้อยคำที่น่าเกลียดและชั่วร้ายมาก ซึ่งมีเนื้อหาเป็นการประณามท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และดูถูกการงานและระบบการปกครองของท่าน พวกเขาด่าทอเจ้าหน้าที่ราชการแห่งเมืองกูฟะฮฺ โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวนั้น คือ การสั่งใช้ในสิ่งดีงามและห้ามปรามความชั่ว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกท่านอุษมานขับไล่ออกไปยังเมืองชาม และที่เมืองชามนี่แห่ะ ที่พวกเขาเริ่มเขียนหนังสือจดหมายแก่ผู้คนที่มีความเข้าใจเช่นเดียวกับพวกเขา ทั้งที่มีอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ , มิศรฺ(อียิปต์) และกูฟะฮฺ
ปัญหาต่างๆที่ประชาชาติอิสลามประสบในขณะนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก 3 กลุ่มดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1
คือ ส่วนหนึ่งของพวกเปอร์เซีย(ซึ่งเดิมถือศาสนามะญูซีย-บูชาไฟ)และยิวที่เข้ารับอิสลาม แต่โดยธาตุแท้แล้ว พวกเขาคือซินดีก ที่เปิดเผยความเป็นอิสลาม และซ่อนเร้นการกุฟรฺไว้ภายในจิตใจ(มุนาฟิก) ซึ่งส่วนใหญ่ของพวกเขามาจากประเทศมหาอำนาจ(คือ เปอร์เซียและโรมัน) ที่มีความอิจฉาและเกลียดชังชนเผ่าอาหรับ เพราะชาวอาหรับในอดีตคือผู้ปฏิบัติตามพวกเขา ชนเผ่าอาหรับคือพวกที่ถูกลืมและไม่สลักสำคัญใดๆต่อชาติอื่นๆ พวกเขาเสมือนถูกกลบฝังไว้ใต้ทะเลทราย ด้วยเพราะมัวยุ่งอยู่กับความขัดแย้งและการรบราฆ่าฟันกันเอง ต่อมาชาวอาหรับกลับสามารถพิชิตและล้มล้างประเทศของพวกเขาได้ด้วยเวลาที่สั้นมาก เมื่อประเมินจากจุดยุทธศาสตร์และสภาพสงครามในเวลานั้น
ไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย เพราะเขาคือประมุขของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะห์ซึ่งยุคนั้น คำสั่งของหัวหน้าเผ่าต้องได้รับการตอบสนองเสมอ และเขาเป็นหัวหน้าเผ่า "บะนีฮะนีฟะห์" เป็นราชาแห่งแคว้น "ยะมามะห์" ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งอีกด้วย
"ษุมามะห์" ได้รับสาส์นของท่านร่อซูลศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แต่ เขาแสดงท่าทีดูถูกและหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับฟังและยังได้ตอบโต้คำเชิญชวนนั้น ด้วยความแค้นเคืองและความผิดบาป เขาทำเป็นหูตึงไม่ยอมรับฟังคำเชิญชวนที่เป็นสัจจะและดีงาม และมารร้ายได้เข้าสิงสู่ล่อลวงจนเขาคิดจะฆ่า ท่านร่อซูล ศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และคิดว่าจะต้อง ฝังสาส์นที่ท่านร่อซูลศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมส่งมานั้นลงในหลุมศพของท่านนบีพร้อมกันเสียเลยทีเดียว