ล็อกอิน

 32. ฮะดีสเรื่องผ้ากิซาอฺได้ระบุถึงสี่ท่านจากครอบครัวท่านอลี (ทั้งหมดคือ อะลีย์, ฟาฏิมะฮฺ, อัล-หะสัน, และอัล-หุสัยนฺ  เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุม) ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อ่าน อายะหฺตัฏฮีร (กัชฟุลฆุมมะฮฺ โดยอัล-อัรฺบุลีย์ (2/373))

 
إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّـهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا
 
ซึ่งชีอะฮฺอ้างว่าเป็นอายะหฺที่แสดงความเป็นมะอฺศูมของท่านทั้งสี่
คำถามคือ แล้วชีอะฮฺมีหลักฐานอะไรที่จะระบุว่ามีคนอื่นเป็นมะอฺศูมด้วยนอกเหนือจากสี่ท่าน
 
 
 

 31. ทั้งอะฮฺลุซซุนนะหฺวัลญะมาอะฮฺและชีอะฮฺทุกกลุ่มทุกลัทธิ มีมติเอกฉันท์ว่า ท่านอลีบิน อบีฏอลิบเป็นผู้ที่กล้าหาญที่สุด หากเป็นหลักการศาสนาของอัลลอฮฺแล้วท่านไม่เคยที่เกรงกลัวผู้ใด และความกล้าหาญนี้อยู่กับท่านตลอดเวลาตั้งแต่ท่านเกิดจนกระทั่งท่านได้ถูกฆ่าโดยน้ำมือของอิบนุมัลญัม และเป็นที่รู้กันว่าชีอะฮฺได้ประกาศเสมอว่าท่านอลีคือผู้ที่ได้รับการสั่งเสียจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้เป็นคอลีฟะฮฺภายหลังที่ท่านเสียชีวิต

 
คำถามคือ เหตุใดท่านอลีจึงได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอบูบักรฺในการเป็นคอลีฟะฮฺ? เพราะความกล้าหาญของท่านอลีได้หมดลงหลังจากที่ท่านนบีได้เสียชีวิตกระนั้นหรือ? และภายหลังท่านยังได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอุมัรบินอัลค็อฏฏอบและท่านอุสมานบินอัฟฟาน ? ท่านอลีได้ไร้ความสามารถถึงขั้นที่ไม่กล้าขึ้นประกาศบนแท่นมินบัรท่านนบีแม้แต่ครั้งเดียวว่าท่านได้ถูกยึดซึ่งตำแหน่งคอลีฟะฮฺ ทั้งๆ ที่ท่านคือผู้ที่มีสิทธิ์อย่างแท้จริงในตำแหน่งนี้

 30. เหตุใดท่านอบูบักรฺจึงได้ตัดสินใจทำสงครามปราบปรามบรรดาพวกมุรตัด(พวกที่ออกจากศาสนา) และได้กล่าวว่า “หากพวกเขาปฏิเสธที่จะให้สัตว์แก่ฉันแม้เพียงตัวเดียว(หมายถึงปฏิเสธที่จะจ่ายซะกาตให้กับรัฐอิสลามที่ท่านอบูบักรฺเป็นคอลีฟะฮฺ)อย่างที่พวกเขาเคยจ่ายให้ท่านนบี ฉันจะทำสงครามกับพวกเขาอย่างแน่นอน" ในขณะที่ชีอะฮฺได้อ้างว่าช่วงที่ท่านอลีเป็นคอลีฟะฮฺนั้นท่านไม่ได้นำมุศฮัฟ(อัลกุรอาน)ที่ท่านได้เขียนจากท่านนบีโดยตรงออกมาใช้ เพราะเกรงว่าบรรดาชาวอาหรับจะออกจากศาสนา ทั้งๆที่ท่านมีอำนาจเป็นผู้ปกครองสูงสุดได้รับคุณสมบัติแห่งการเป็นอิหม่ามและความช่วยเหลือสนับสนุนจากอัลลอฮฺโดยตรง(ตามที่ชีอะฮฺอ้าง) แต่ทำไมเล่าท่านอลีถึงได้ปฏิเสธไม่นำอัลกุรอานดังกล่าวออกมาใช้ เหตุใดจึงยอมให้ประชาชนต้องตกอยู่ในความหลงทาง ในขณะที่ท่านอบูบักรฺได้ทำสงครามเพียงเพราะพวกอาหรับปฏิเสธที่จะออกซะกาตแม้เพียงสัตว์ตัวเดียว

 29.  อัลกุลัยนียฺยังได้ตั้งหัวข้อหนึ่งในหนังสือ “อัลกาฟียฺ” ใช้ชื่อหัวข้อว่า “แท้จริงบรรดาสตรีจะไม่รับมรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด” โดยได้รายงานจากอบูญะอฺฟัรกล่าวว่า  “บรรดาสตรีจะไม่รับมรดกที่เป็นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆแต่อย่างใด” (*1*)

อัฏฏูซียฺได้รายงานในหนังสือ “อัตตะหฺซีบ” (*2*) จากมุยัซซัรกล่าวว่า “ฉันได้ถามอบูอับดุลลอฮฺถึงสิทธิของสตรีในมรดก?” เขาตอบว่า “สำหรับพวกนางนั้นจะได้รับมรดกที่เป็นอิฐและดินทรายและไม้และชานอ้อย(ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ใช้ก่อสร้าง) แต่ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นพวกนางจะไม่มีสิทธิใดๆ” และอีกรายงานจาก มุฮัมมัด บินมุสลิม รายงานจากอบูญะอฺฟัรได้กล่าวว่า “บรรดาสตรีจะไม่ได้รับมรดกในที่ดินหรือจากอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด” และจากอับดุลมาลิกบิน   อะอฺยุนได้รายงานจากคนหนึ่งในสองท่าน(คืออัลฮะซันและอัลฮุเซน)ได้กล่าวว่า

 28. ในทัศนะของชีอะฮฺนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งนั้นอิหม่ามที่มะอฺศูมเพื่อที่จะขจัดความอธรรมและความชั่ว พร้อมทั้งดำรงความยุติธรรมความดีในดินแดนและเมืองต่างๆ 

โอ้ ชีอะฮฺ พวกท่านจะอ้างกระนั้นหรือว่าทุกๆเมือง ทุกดินแดน หรือหมู่บ้านที่อัลลอฮฺทรงสร้างจะมีมะอฺศูมคอยขจัดความอธรรมและปราบปรามความชั่ว เราจะถามว่าแล้วดินแดนของคนกาเฟรจะมีมะอฺศูมได้อย่างไร? แล้วเมืองชามที่ มุอาวิยะหฺ บินอบีซุฟยาน เคยอาศัยอยู่ก็มีมะอฺศูม กระนั้นหรือ? หรือถ้าท่านจะอ้างว่า ผู้ที่เป็นมะอฺศูมมีอยู่คนเดียวแต่เขาจะมีผู้ช่วยคอยช่วยเหลือในเมืองต่างๆ เราก็จะถามว่า บรรดาผู้ช่วยเหลือเหล่านี้อยู่ในทุกๆเมืองทุกๆดินแดนหรือบางเมืองเท่านั้น หากพวกท่านตอบว่าในทุกเมืองของโลกใบนี้ เราก็จะถามว่าแม้แต่กระทั่งเมืองกาเฟรกระนั้นหรือ?แม้แต่เมืองชามที่ มุอาวิยะหฺ บินอบีซุฟยาน (ที่ชีอะฮฺกล่าวหาว่าเป็นกาเฟร)เคยอาศัยอยู่กระนั้นหรือ?

 27. ชีอะฮฺอ้างว่าการตะกียะฮฺมิใช่เพื่อสิ่งอื่นใดนอกจากเพราะความกลัว และความกลัวนั้นมีสองประเภท

   หนึ่ง - กลัวที่จะเสียชีวิต
   สอง - กลัวความยากลำบาก การถูกทำร้ายร่างกาย การถูกต่อว่าด่าทอหรือถูกประณาม และกลัวที่จะถูกละเมิดในเกียรติและทรัพย์สิน
ความกลัวอย่างแรกนั้นจะไม่เป็นคุณสมบัติของบรรดาอิหม่ามหรือผู้นำ อันเนื่องจากสองสิ่ง หนึ่ง - เนื่องจากชีอะฮฺอ้างว่าการเสียชีวิตแบบธรรมชาติของบรรดาอิหม่ามทั้งสิบสองนั้นเป็นเป็นไปด้วยความสมัครใจของพวกเขา(คือพวกเขามิสิทธิที่จะเลือกว่าจะตายหรือไม่ตายและเมื่อไหร่) สอง - ชีอะฮฺอ้างว่าบรรดาอิหม่ามจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและสิ่งที่กำลังจะเกิด ดังนั้นพวกเขาจะรู้ถึงอายุขัยของพวกเขา ลักษณะการตาย และเวลาตายอย่างละเอียด ฉะนั้นก่อนเวลาตายพวกเขาจะไม่กลัวอันตรายใดๆ ที่จะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต จึงไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะปกปิดหรือปิดบังซ่อนเร้นเรื่องราวในศาสนาของพวกเขาหรือหลอกลวงบรรดาผู้ศรัทธาทั่วไป

 26. ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้ อบูบักร อัศศิดดีก ติดตามท่านตลอดการฮิจเราะฮฺ(การอพยพ) และได้เปิดโอกาสให้อบูบักรได้รอดชีวิต(คือให้อบูบักรฺอพยพเดินทางแทนที่จะให้เสี่ยงกับการถูกฆ่าด้วยน้ำมือมุชริกีนมักกะฮฺ) แต่ท่านนบีกลับทำให้ชีวิตของท่านอลีเสี่ยงที่จะถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายบนที่นอนของท่าน ซึ่งถ้าหากว่าท่านอลีคืออิหม่ามที่จะได้รับการสั่งเสียให้เป็นคอลีฟะฮฺหรือผู้นำที่จะถูกแต่งตั้ง(หลังจากท่านนบีเสียชีวิต)แล้ว ท่านนบีจะให้ท่านอลีเสี่ยงชีวิตแต่กลับเปิดโอกาสให้ท่านอบูบักรรอดชีวิตเพราะเหตุใด? ทั้งๆ ที่การเสียชีวิตของท่านอบูบักรฺก็ไม่ได้เป็นผลเสียต่อตำแหน่งอิหม่ามแต่อย่างใด